X
MODIFY: Technology News
Technology, Innovation, and Education เทคนิดการใช้งาน สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ เรื่องไอที

สุขภาพแบตเตอรี่คืออะไร ถ้ามันเหลือ 50% จะเท่ากับว่ามันใช้งานได้ครึ่งหนึ่งจากเดิมหรือไม่ เมื่อไหร่เราควรเปลี่ยนแบตฯ

เจาะลึกสุขภาพแบตเตอรี่มือถือ: ทำความเข้าใจประสิทธิภาพและการเสื่อมสภาพที่ส่งผลต่อการใช้งานจริง

สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) คือค่าตัวเลขที่บ่งบอกถึงความสามารถในการกักเก็บประจุไฟฟ้าสูงสุดของแบตเตอรี่ในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับความจุเดิมขณะที่แบตเตอรี่ยังเป็นของใหม่ 100% โดยปกติแล้วสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ใช้แบตเตอรี่ชนิด Lithium-ion ซึ่งจะมีการเสื่อมสภาพทางเคมีไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การลดลงของสุขภาพแบตเตอรี่จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของระยะเวลาการใช้งานที่สั้นลง แต่ยังหมายถึงความสามารถในการจ่ายพลังงานที่ลดประสิทธิภาพลงในระดับโครงสร้างทางเคมีภายในด้วย

สำหรับประเด็นที่ว่า หากสุขภาพแบตเตอรี่เหลือ 50% จากที่เคยใช้งานได้ 5 ชั่วโมง จะเหลือเวลาใช้งานจริง 2 ชั่วโมงครึ่งหรือไม่ คำตอบในทางเทคนิคคือ มักจะน้อยกว่านั้นมาก แม้ในทางคณิตศาสตร์จะดูเหมือนหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพอย่างหนักจะมีแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ที่ไม่เสถียร เมื่อมีการใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องใช้ประมวลผลสูง แบตเตอรี่จะไม่สามารถจ่ายไฟได้ทันท่วงที ส่งผลให้เครื่องเกิดอาการ “วูบ” หรือดับเองทั้งที่หน้าจอแสดงเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่คงเหลืออยู่มาก ดังนั้นประสิทธิภาพในการใช้งานจริงจึงลดลงแบบก้าวกระโดดและคาดเดาได้ยากกว่าแบตเตอรี่ที่มีสุขภาพดี

นอกจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์สุขภาพแบตเตอรี่แล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นที่ส่งผลให้แบตเตอรี่หมดไวขึ้นและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนี้

  • ความต้านทานภายใน (Internal Resistance): เมื่อแบตเตอรี่เสื่อม ความต้านทานภายในจะสูงขึ้น ทำให้เกิดความร้อนสะสมได้ง่ายในขณะใช้งานหรือชาร์จไฟ ซึ่งความร้อนนี้เองที่เป็นศัตรูตัวฉกาจที่เร่งให้สารเคมีภายในเสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น
  • อุณหภูมิแวดล้อม: การใช้งานในที่ที่ร้อนจัดจะทำให้ปฏิกิริยาเคมีภายในแบตเตอรี่ทำงานผิดปกติ ในขณะที่อากาศเย็นจัดจะทำให้การเคลื่อนที่ของไอออนช้าลง ส่งผลให้การจ่ายไฟติดขัด
  • พฤติกรรมการชาร์จ: การปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0% บ่อยครั้ง (Deep Discharge) หรือการชาร์จทิ้งไว้ในที่ที่ระบายความร้อนได้ไม่ดี จะส่งผลเสียต่ออายุการใช้งานในระยะยาว
  • ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน: ระบบปฏิบัติการที่ใหม่ขึ้นหรือแอปพลิเคชันที่กินทรัพยากรสูง จะดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มากขึ้น แม้สุขภาพแบตเตอรี่จะเท่าเดิมแต่ความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นก็ทำให้แบตเตอรี่หมดไวขึ้น

เกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในการตัดสินใจ “ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่” คือเมื่อสุขภาพแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่า 80% ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Apple และแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ระบุว่าเป็นจุดที่แบตเตอรี่เริ่มไม่สามารถรักษาประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานได้ ผู้ใช้จะเริ่มสังเกตเห็นอาการเครื่องอืด (Throttling) เนื่องจากระบบลดความเร็วเครื่องลงเพื่อป้องกันเครื่องดับ หรืออาการแบตเตอรี่บวมจนดันหน้าจอ ซึ่งหากปล่อยให้สุขภาพแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับ 50% จะถือเป็นสถานะวิกฤตที่เสี่ยงต่อความเสียหายของวงจรภายในและควรเปลี่ยนทันทีเพื่อความปลอดภัย