Intel Corporation ประกาศบรรลุข้อตกลงขั้นเด็ดขาดในการทุ่มเงินจำนวน 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นคืนจำนวน 49 เปอร์เซ็นต์ ในกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ของโรงงาน Fab 34 ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไอร์แลนด์ จากบริษัทจัดการลงทุน Apollo การซื้อหุ้นคืนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงงบดุลที่แข็งแกร่งขึ้นของบริษัท และความสำคัญของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ย้อนกลับไปในปี 2567 กองทุนภายใต้การบริหารของ Apollo ได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับสัดส่วนการถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ในโรงงานแห่งนี้ ข้อตกลงในครั้งนั้นช่วยให้ Intel มีความยืดหยุ่นทางการเงินและสามารถนำเงินทุนไปเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูง ได้แก่ กระบวนการผลิต Intel 4 และ Intel 3 ในยุโรป รวมถึงกระบวนการ Intel 18A ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดในสหรัฐอเมริกา ณ เวลานั้น
สำหรับการดำเนินการซื้อหุ้นร่วมค้า 49 เปอร์เซ็นต์คืนในครั้งนี้ มีเงื่อนไขและรายละเอียดทางการเงินที่สำคัญ ดังนี้:
- แหล่งเงินทุน: การซื้อหุ้นคืนจะใช้เงินสดหมุนเวียนของบริษัท ร่วมกับรายได้จากการออกตราสารหนี้ใหม่มูลค่าประมาณ 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ผลกระทบทางบัญชี: คาดว่าข้อตกลงนี้จะส่งผลดีต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) อย่างต่อเนื่อง และช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือทางเครดิต (Credit Profile) ของบริษัทตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
- การชำระหนี้: บริษัทยืนยันที่จะเดินหน้าชำระคืนหนี้สินที่จะครบกำหนดตามแผนเดิมในช่วงปี 2569 และ 2570
นายเดวิด ซินส์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ Intel ระบุว่า ข้อตกลงร่วมกับ Apollo เมื่อปี 2567 เป็นโครงสร้างการเงินที่เหมาะสมในเวลานั้น ซึ่งช่วยให้บริษัทเร่งดำเนินโครงการสำคัญได้สำเร็จ แต่ในปัจจุบันบริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น มีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ จึงตัดสินใจดึงโครงสร้างเงินทุนกลับมาบริหารเองเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการเติบโตในระยะยาว
โรงงาน Fab 34 ในประเทศไอร์แลนด์ ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญในแผนการผลิตชิประดับโลกของ Intel โดยเป็นโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ปริมาณสูงที่ใช้เทคโนโลยีการผลิต Intel 4 และ Intel 3 สำหรับชิปประมวลผลรุ่นสำคัญอย่าง Intel Core Ultra และ Intel Xeon 6 ทั้งนี้ บริษัทยืนยันที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่องในวิทยาเขตไอร์แลนด์เพื่อขยายกำลังการผลิตและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการสร้างระบบที่รองรับ AI ในอนาคต
ที่มา: Intel