Unreal Engine คือซอฟต์แวร์ประเภท Game Engine ประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาโดยบริษัท Epic Games โดยในช่วงเริ่มต้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการพัฒนาเกมแนว First-Person Shooter ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์ผลงาน 3D ระดับสูง ปัจจุบันซอฟต์แวร์นี้ไม่ได้จำกัดการใช้งานอยู่เพียงแค่ในอุตสาหกรรมเกม แต่ยังครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์สำหรับการถ่ายทำแบบ Virtual Production อุตสาหกรรมสถาปัตยกรรมที่ต้องการจำลองพื้นที่ 3D อุตสาหกรรมยานยนต์ และการจำลองสถานการณ์ (Simulation) รูปแบบต่างๆ
จุดเด่นที่สำคัญของ Unreal Engine คือความสามารถในการเรนเดอร์กราฟิกที่สมจริงและมีความซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วแบบเรียลไทม์ (Real-time) ทางผู้พัฒนาได้เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ไปใช้งานได้ฟรี โดยจะมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายหรือส่วนแบ่งก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขทางธุรกิจที่กำหนดไว้เท่านั้น
ลำดับการพัฒนาและเวอร์ชันหลักของซอฟต์แวร์
- Unreal Engine 1 (ปี 1998): เปิดตัวครั้งแรกพร้อมกับเกม Unreal มีความโดดเด่นด้านระบบแสง ระบบ AI และการตรวจจับการชน (Collision detection)
- Unreal Engine 2 (ปี 2002): พัฒนาให้รองรับแพลตฟอร์มที่หลากหลายรวมถึงเครื่องคอนโซล มีการอัปเกรดระบบฟิสิกส์และเครื่องมือเรนเดอร์ให้แสดงผลได้ละเอียดขึ้น
- Unreal Engine 3 (ปี 2006): ก้าวเข้าสู่ยุคกราฟิกความละเอียดสูง (HD) รองรับแพลตฟอร์มคอนโซลยุคใหม่ และถูกนำไปใช้สร้างเกมที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก
- Unreal Engine 4 (ปี 2014): ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่เพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้น โดยนำระบบ Blueprints Visual Scripting มาใช้ ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างกลไกของเกมได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
- Unreal Engine 5 (ปี 2022 – ปัจจุบัน): เน้นการสร้างความสมจริงระดับ Photorealism ผ่านเทคโนโลยี Nanite สำหรับจัดการเรขาคณิต (Geometry) และ Lumen สำหรับระบบแสงเงาสะท้อน (Global Illumination) แบบเรียลไทม์
- Unreal Engine 6: ประกาศวิสัยทัศน์ไปเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน ในงาน State of Unreal 2026 โดยตั้งเป้าปล่อยเวอร์ชัน Early Access ให้นักพัฒนาได้ทดลองใช้งานในช่วงปลายปี 2027
เงื่อนไขค่าใช้จ่ายและใบอนุญาตการใช้งาน (License)
- กลุ่มที่ใช้งานได้ฟรี (ไม่มีค่าไลเซนส์รายปี): ครอบคลุมผู้ใช้งานทั่วไป นักเรียน นักศึกษา ธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายได้รวมต่อปีต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสถาบันการศึกษา
- กลุ่มนักพัฒนาเกม (Game Developers): สามารถสร้างและวางจำหน่ายผลงานได้ฟรี โดย Epic Games จะเรียกเก็บส่วนแบ่ง (Royalty fee) 5% จากรายได้เฉพาะส่วนที่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปเท่านั้น
- กลุ่มองค์กรที่ไม่ได้สร้างเกม (Non-Game Enterprise): หากบริษัทนำซอฟต์แวร์ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น Virtual Production หรือสถาปัตยกรรม และมีรายได้รวมต่อปีเกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะต้องใช้โมเดลสมัครสมาชิก (Seat-based subscription) ในราคา 1,850 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 ผู้ใช้งาน ต่อปี ซึ่งราคานี้รวมสิทธิ์การใช้งาน Twinmotion และ RealityCapture ไว้ด้วย
เพิ่มเติม: Epic Games