Donald Trump ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจนโยบายการขนส่งทางอวกาศแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อทดแทนนโยบายเดิมปี 2013 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ และตั้งเป้าหมายขยายศักยภาพของฐานจุดปล่อยอวกาศให้รองรับการปล่อยจรวดและการกลับสู่พื้นโลกให้ได้มากกว่า 1,000 ครั้งต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากสถิติปีที่ผ่านมาที่มีการปล่อยจรวดระดับวงโคซาร์รวม 176 ครั้ง โดยมี SpaceX เป็นผู้ให้บริการหลัก
ข้อกำหนดในนโยบายใหม่ได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และ NASA ร่วมมือกันลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถและยืดหยุ่นของฐานจุดปล่อยอวกาศของรัฐ เช่น Cape Canaveral Space Force Station, Kennedy Space Center, Vandenberg Space Force Base และ Wallops Flight Facility พร้อมทั้งสั่งการให้มีการเปิดเผยตารางการใช้ฐานจุดปล่อยจรวดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความโปร่งใสและบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
ทำเนียบขาวได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ สำรวจพื้นที่ของรัฐบาลกลางเพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการสร้างฐานจุดปล่อยและจุดลงจอดแห่งใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของกองทัพที่ระบุถึงความจำเป็นในการมีฐานจุดปล่อยจรวดขนาดหนัก (Heavy Launch) และขนาดหนักพิเศษ (Super Heavy Launch) แห่งที่สาม เพื่อลดความย่อยยับหรือความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ และแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่ของฐานจุดปล่อยเดิมที่มีอยู่
นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังมุ่งพัฒนาการปฏิบัติการปล่อยจรวดที่รวดเร็ว (Responsive Launch) ให้สามารถนำส่งดาวเทียมหรือสัมภาระสำคัญเข้าสู่วงโคจรได้ภายใน 48 ชั่วโมง รวมถึงการรองรับการขนส่งเชิงพาณิชย์ไปกลับดวงจันทร์ และการสนับสนุนภารกิจส่งหุ่นยนต์และมนุษย์ไปยังดาวอังคารในอนาคตของโครงการอวกาศสหรัฐฯ
ที่มา: Ars Technica