X
MODIFY: Technology News
Technology, Innovation, and Education เทคนิดการใช้งาน สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ เรื่องไอที

Windows 11 เริ่มแจ้งเตือนให้อัปเดต 26H2 แล้ว มันต่างจาก 25H2 อย่างไร มีฟีเจอร์หรือจุดที่แตกต่างกันส่วนไหนหลักๆบ้าง

Windows 11 Version 26H2 แตกต่างกับ Windows 11 Version 25H2 อย่างไรบ้าง

ไมโครซอฟต์ เริ่มปล่อย Windows 11 Version 26H2  ให้กับผู้ใช้งานทั่วไปได้อัปเดต Windows 11 เวอร์ชัน 26H2 ถือเป็นการอัปเดตฟีเจอร์ใหญ่ประจำปีรุ่นล่าสุด โดยในรอบนี้ยังคงถูกพัฒนาต่อยอดบนโครงสร้างพื้นฐานเดิมเช่นเดียวกับเวอร์ชัน 25H2 และ 24H2 เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานและระดับองค์กรสามารถอัปเกรดระบบได้อย่างราบรื่นและกระทบต่อการทำงานให้น้อยที่สุด สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้เวอร์ชันที่รองรับอยู่แล้ว การขยับไปสู่ 26H2 จะผ่านการดาวน์โหลดเพียงแพ็กเกจเปิดใช้งาน (Enablement package) ขนาดเล็กเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องอัปเกรดหรือติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมด

และเนื่องจาก Windows 11 ทั้ง 3 เวอร์ชัน (26H2, 25H2 และ 24H2) มีการแชร์โครงสร้างสายการพัฒนาเดียวกัน ฟีเจอร์ใหม่และการปรับปรุงหลายส่วนจึงถูกทยอยปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ผ่านการอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนแล้ว การมาถึงของเวอร์ชัน 26H2 จึงเปรียบเสมือนการปลดล็อกเปิดใช้งานฟีเจอร์เหล่านั้นอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการเริ่มต้นนับรอบระยะเวลาการสนับสนุน (Support Lifecycle) ใหม่ให้กับระบบปฏิบัติการรุ่นนี้นั่นเอง

Windows 11 เวอร์ชัน 26H2 ใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Source code) เดียวกับเวอร์ชัน 25H2 ความแตกต่างหลักจึงไม่ใช่การยกเครื่องระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการเปิดใช้งานฟีเจอร์ใหม่ที่เคยถูกซ่อนไว้ให้เป็นค่าเริ่มต้น รวบรวมแพตช์ความปลอดภัยตลอดช่วงปีที่ผ่านมาเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นการเริ่มต้นนับรอบระยะเวลาการสนับสนุน (Support Lifecycle) ใหม่สำหรับระบบปฏิบัติการ

ฟีเจอร์ใหม่และจุดที่ได้รับการปรับปรุงหลักใน 26H2 ประกอบด้วย

  • การปรับแต่ง Taskbar: เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ใช้สามารถย้ายตำแหน่ง Taskbar ไปไว้ที่ขอบด้านบน ซ้าย หรือขวาของหน้าจอได้ พร้อมตัวเลือกการย่อขนาด (Smaller taskbar) และสามารถติดตามสถานะการทำงานของ AI agents (เช่น Researcher in Copilot) ได้โดยตรง
  • Start Menu โฉมใหม่: เพิ่มส่วนแอปทั้งหมด (All) แบบเลื่อนได้ พร้อมมุมมองแบบหมวดหมู่และแบบตาราง (Grid views) ผู้ใช้สามารถปรับขนาดของเมนู Start และเลือกซ่อนหรือแสดงหมวดหมู่ Pinned, Recent หรือ All ได้อย่างอิสระ
  • File Explorer อัจฉริยะ: ปรับปรุงการนำทางและระบบค้นหา เพิ่มฟีเจอร์การสรุปข้อมูล รองรับรูปแบบไฟล์บีบอัดใหม่ๆ เพิ่มเติม และมีการทำงานที่ตอบสนองไวขึ้น
  • ตรวจสอบทรัพยากร AI ใน Task Manager: เพิ่มคอลัมน์ NPU และ NPU Engine เพื่อให้ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบสามารถดูการใช้ทรัพยากรการประมวลผล AI ของเครื่องที่รองรับได้โดยตรง
  • ความปลอดภัยของไดรเวอร์และ Passkey: เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเชื่อถือไดรเวอร์ของระบบ (ยกเลิก Default trust สำหรับ Cross-signed) เพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น และเพิ่มการรองรับแอปพลิเคชันจัดการรหัสผ่านจากภายนอก (Plugin credential managers) ให้ทำงานร่วมกับ Passkeys ได้อย่างไร้รอยต่อ
  • Windows Settings Backup: เปิดทำงานระบบสำรองข้อมูลการตั้งค่า Windows และรายชื่อแอปพลิเคชันจาก Microsoft Store เป็นค่าเริ่มต้น เพื่อความรวดเร็วในการกู้คืนระบบหรือย้ายเครื่อง
  • ฮาร์ดแวร์และมัลติมีเดีย: เพิ่มฟีเจอร์ Multi-App Camera ที่อนุญาตให้หลายแอปพลิเคชันเรียกใช้กล้องตัวเดียวกันพร้อมกันได้ ปรับปรุงความเสถียรของการเชื่อมต่อ Bluetooth LE Audio / USB4 และมี Voice Isolation ช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้าง
  • Windows Update ที่รบกวนน้อยลง: ลดความถี่ในการรีสตาร์ทเครื่อง โดยระบบจะจับคู่ติดตั้งการอัปเดตฟีเจอร์พร้อมกับแพตช์ความปลอดภัยประจำเดือน และปรับปรุงระบบเพื่อให้เครื่องกลับเข้าสู่โหมด Sleep ได้เองอย่างถูกต้องหลังจากการอัปเดตเสร็จสิ้น

ควรอัปเดตดีหรือไม่ ใครบ้างที่ควรอัปเดต Windows 11 Version 26H2

แม้ Windows 11 26H2 จะเป็นเพียง Enablement Package ที่อิงโค้ดพื้นฐานเดิม ทำให้ความเสี่ยงเรื่องระบบล่ม (BSOD) รุนแรงมีน้อยกว่าการยกเครื่องใหม่ แต่สิ่งที่แฝงมาคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างความปลอดภัย (เช่น การจัดการไดรเวอร์แบบใหม่) ซึ่งมักเป็นตัวการทำให้ฮาร์ดแวร์ต่อพ่วงเก่าๆ หรือซอฟต์แวร์เฉพาะทางบางตัวทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ ฟีเจอร์ใหม่ส่วนใหญ่เป็นเพียงส่วนเสริมความสะดวก (Taskbar, Start Menu) การอัปเดตเวอร์ชันใหม่นี้จึงแนะนำว่าควรอัปเดตตามความเหมาะสมหรือความต้องการของแต่ละคนได้ แต่ถ้าอยากให้แนะนำก็อาจจะประมาณนี้

ใครที่ควรทำอย่างไรกับ 26H2 (อิงตามหลักความปลอดภัยและเสถียรภาพ)

  • ผู้ใช้งานทั่วไป (รอดูสถานการณ์): ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องรีบเข้าไปกดยืนยันอัปเดตด้วยตัวเอง (Manual Update) ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการใช้เวอร์ชันเดิมต่อไปก่อน และปล่อยให้ระบบของ Microsoft เป็นฝ่ายทยอยแจ้งเตือนและอัปเดตอัตโนมัติในอีก 1–3 เดือนข้างหน้า ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่บั๊กส่วนใหญ่ถูกแก้ไขผ่าน Cumulative Update แล้ว
  • เครื่องสำหรับทำงานและคอมพิวเตอร์องค์กร (ชะลอเด็ดขาด): ไม่ควรอัปเดตโดยเด็ดขาดจนกว่าฝ่ายไอทีขององค์กรจะทดสอบความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์ หรือจนกว่าจะผ่านไปแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือน ความเสถียรของงานต้องมาก่อนความสวยงามของอินเทอร์เฟซใหม่
  • สายทดสอบระบบและ Early Adopters (อัปเดตได้แต่ต้องพร้อมรับความเสี่ยง): กลุ่มเดียวที่ควรอัปเดตทันทีคือผู้ที่อยากทดสอบฟีเจอร์ใหม่ (เช่น นักพัฒนา นักรีวิว หรือผู้ใช้เครื่อง Copilot+ PC ที่ต้องการลอง NPU) แต่ต้องทำภายใต้ความเข้าใจว่าอาจเจอบั๊กจุกจิก และมีการตั้งจุด System Restore ไว้ล่วงหน้าแล้ว

ที่มา – Microsoft

Share This :