เอกสารภายในของ Meta ที่ถูกเปิดเผยผ่านการพิจารณาคดีในศาลรัฐนิวเม็กซิโก ระบุว่าผู้บริหารระดับสูงเคยแสดงความกังวลต่อแผนการใช้ระบบเข้ารหัสข้อมูลแบบปลายทางถึงปลายทาง (End-to-end Encryption) ใน Messenger และ Instagram โดย Monika Bickert หัวหน้าฝ่ายนโยบายเนื้อหา เคยเตือนในบทสนทนาภายในเมื่อปี 2019 ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ไร้ความรับผิดชอบ” และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของบริษัทในการตรวจจับและรายงานคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
ข้อมูลจากเอกสารสรุปความเสี่ยงคาดการณ์ว่า หากมีการบังคับใช้ระบบเข้ารหัส สถิติการส่งรายงานคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กไปยังศูนย์เพื่อเด็กหายและถูกฉวยละเมิดแห่งชาติ (NCMEC) จะลดลงจากเดิม 18.4 ล้านฉบับ เหลือเพียง 6.4 ล้านฉบับ หรือหายไปกว่า 65% โดยผลกระทบนี้จะครอบคลุมถึงคดีสำคัญที่บริษัทจะไม่สามารถตรวจสอบเชิงรุกได้ทันท่วงที ดังนี้
- คดีแสวงหาผลประโยชน์จากเด็ก: ประมาณ 600 คดี
- คดีแบล็กเมลทางเพศ (Sextortion): ประมาณ 1,454 คดี
- คดีที่เกี่ยวกับการก่อการร้าย: 152 คดี
- คดีขู่กราดยิงในโรงเรียน: 9 คดี
ด้าน Antigone Davis หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยระดับโลกของ Meta ยังระบุถึงความแตกต่างระหว่าง Facebook และ WhatsApp โดยชี้ว่าโครงสร้างของ Facebook เอื้อให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้าถึงเยาวชนได้ง่ายกว่าผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม การนำระบบเข้ารหัสมาใช้จึงอาจสร้างความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม โฆษกของ Meta ได้ชี้แจงว่าข้อกังวลเหล่านี้คือสาเหตุที่บริษัทเลื่อนการเปิดใช้งานระบบดังกล่าวมาจนถึงปี 2023 เพื่อพัฒนาฟีเจอร์ความปลอดภัยใหม่ที่สามารถทำงานภายใต้การเข้ารหัสได้ เช่น ระบบป้องกันการติดต่อจากบุคคลแปลกหน้าและการเปิดให้ผู้ใช้รายงานข้อความด้วยตนเอง
ที่มา: Reuters