ทีมงาน Windows Insider Program ประกาศปล่อยอัปเดต Windows 11 Build 26100.8106 และ 26200.8106 (KB5079387) ให้กับผู้ใช้งานในช่องทาง Release Preview สำหรับ Windows 11 เวอร์ชัน 24H2 (Build 26100) และ 25H2 (Build 26200) โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญเรื่องรูปแบบการปล่อยอัปเดตที่แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ Gradual Rollout (การทยอยปล่อยอัปเดตเป็นระยะไปยังอุปกรณ์ต่างๆ) และ Normal Rollout (การปล่อยอัปเดตพร้อมกันในอุปกรณ์ที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด)
รายการฟีเจอร์และการแก้ไขในระยะ Gradual Rollout
- Narrator และ Copilot: อัปเกรด Narrator ให้สามารถอธิบายรายละเอียดรูปภาพได้อย่างสมบูรณ์บนอุปกรณ์ Copilot+ PCs และทำงานร่วมกับ Copilot ได้บนอุปกรณ์ Windows 11 ทุกรุ่น โดยผู้ใช้สามารถกดคีย์ Narrator + Ctrl + D เพื่ออธิบายภาพที่โฟกัส หรือ Narrator + Ctrl + S เพื่ออธิบายภาพทั้งหน้าจอ (ข้อจำกัด: ฟีเจอร์นี้ไม่มีให้บริการในเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ EEA)
- Smart App Control (SAC): ผู้ใช้สามารถเลือกเปิดหรือปิดระบบ SAC ได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ (Clean install) โดยเข้าไปที่ Settings > Windows Security > App & Browser Control > Smart App Control settings ซึ่งเมื่อเปิดใช้งาน ระบบจะช่วยบล็อกแอปพลิเคชันที่ไม่น่าเชื่อถือหรือเป็นอันตราย
- Settings (การตั้งค่า): ปรับปรุงหน้า About ให้มีโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น เพิ่มการ์ดข้อมูลอุปกรณ์ (Device information card) บนหน้า Home เพื่อให้สแกนข้อมูลสเปกเครื่องได้ง่ายขึ้น รวมถึงปรับปรุงความเร็วในการโหลดหน้า Home และแก้ปัญหาความเสถียรเมื่อต้องดาวน์โหลดอัปเดตผ่านหน้า System > Advanced
- Account Settings (การตั้งค่าบัญชี): ผู้ใช้งาน Microsoft 365 Family สามารถกดอัปเกรดแผนการใช้งานได้โดยตรงผ่านเมนู Accounts และมีการปรับปรุงดีไซน์หน้าต่าง Other users ให้เข้ากับดีไซน์ยุคใหม่พร้อมรองรับโหมดมืด (Dark mode)
- Input (การป้อนข้อมูล): เพิ่มตัวเลือก “Same as Copilot key” ในเมนูตั้งค่าปากกา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าปุ่มท้ายปากกาให้ทำหน้าที่เปิดแอปพลิเคชันเดียวกับปุ่ม Copilot ได้
- File Explorer: แก้ไขความเสถียรในการปลดบล็อกไฟล์ที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตเพื่อดูพรีวิว, รองรับการใช้ Voice Typing (Windows key + H) ในการเปลี่ยนชื่อไฟล์ และสามารถจัดเรียงสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์ในเมนู Advanced Security Settings ตาม Principal ได้
- Display (การแสดงผล): รองรับหน้าจอที่มีอัตรารีเฟรชสูงกว่า 1000 Hz, ปรับปรุงการใช้พลังงานของตัวควบคุม USB4 ให้เข้าสู่โหมดประหยัดแบตเตอรี่ต่ำสุดเมื่อเครื่องอยู่ในสถานะ Sleep, แก้ปัญหาระบบหมุนหน้าจออัตโนมัติหลังปลุกเครื่อง, แก้ปัญหา HDR ในจอภาพที่บล็อก DisplayID 2.0 ไม่ตรงตามมาตรฐาน และระบุขนาดหน้าจอผ่าน WMI APIs ได้แม่นยำขึ้น
- การพิมพ์ (Printing): อัปเดตระบบรองรับเครื่องพิมพ์พื้นฐาน (Downlevel baseline) ให้เข้ากันได้กับ Windows 10 (เวอร์ชัน 1607) และ Windows Server 2016
- การแก้ไขและปรับปรุงอื่นๆ: เพิ่มความเสถียรของระบบสแกนลายนิ้วมือ Windows Hello, แก้ปัญหาการโหลด Taskbar ใน Safe mode, ปรับปรุง Voice Access ให้ตรวจจับและเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษได้แม่นยำขึ้น, แก้ปัญหารูปแบบ Start menu ไม่แสดงผลเมื่อใช้ Group policy ที่มี desktopAppLink ใน JSON, เพิ่มการรองรับ DisableSeamlessLanguageBar ในคำสั่ง Set-RDSessionCollectionConfiguration ของ PowerShell, แก้ปัญหา Audio ไม่รองรับข้อความ MIDI แบบสั้นในบางแอปพลิเคชัน และลบข้อความแจ้งเตือนข้อผิดพลาดที่ไม่จำเป็นเมื่อรันคำสั่ง sfc /scannow
รายการการแก้ไขในระยะ Normal Rollout
- Narrator : ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานระบบเสียงแบบ Natural Voices ให้มีความลื่นไหล และทำให้การตั้งค่า Natural Voices มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น
- Performance & Reliability (ประสิทธิภาพและความเสถียร): แก้ไขและปรับปรุงความเสถียรของระบบ Windows Recovery Environment (Windows RE) โดยเฉพาะเมื่อรันแอปพลิเคชันสถาปัตยกรรม x64 บนอุปกรณ์ประมวลผล ARM64 เพื่อให้ทำงานได้ราบรื่นและตอบสนองได้ตามปกติ
ที่มา: Windows Developer Blog