หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal (WSJ) รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า GameStop (GME) ร้านค้าปลีกวิดีโอเกมชื่อดัง กำลังเตรียมการยื่นข้อเสนอเพื่อเข้าซื้อกิจการ eBay แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก ซึ่งถือเป็นก้าวย่างที่ทะเยอทะยานที่สุดภายใต้การนำของซีอีโอ Ryan Cohen เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจจากร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมไปสู่แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ
รายงานระบุว่า GameStop ได้แอบสะสมหุ้นใน eBay ไว้อย่างเงียบๆ ก่อนที่จะตัดสินใจยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นภายในเดือนพฤษภาคม 2026 นี้ โดยหากบอร์ดบริหารของ eBay ปฏิเสธข้อเสนอ มีความเป็นไปได้สูงที่ Cohen จะใช้กลยุทธ์ Hostile Takeover โดยการนำข้อเสนอเข้าหาผู้ถือหุ้นของ eBay โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของดีลนี้คือความแตกต่างด้านขนาดของทั้งสองบริษัท (Asymmetric Acquisition) โดยมีรายละเอียดทางเทคนิคและตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้
- Market Capitalization: ปัจจุบัน GameStop มีมูลค่าบริษัทประมาณ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่ eBay มีมูลค่าสูงถึง 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือเกือบ 4 เท่าของ GameStop)
- Cash Reserves: GameStop มีเงินสดในมือประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026) เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 4.8 พันล้านดอลลาร์
- Financing Strategy: เนื่องจากมูลค่ากิจการของ eBay สูงกว่ามาก GameStop อาจต้องใช้วิธีการออกหุ้นใหม่ (Stock issuance) หรือการกู้ยืมเงินมหาศาล (Leveraged buyout) เพื่อปิดดีลนี้
แรงจูงใจเบื้องหลังดีลนี้มาจากแผนงานของ Ryan Cohen ที่ต้องการผลักดันมูลค่าตลาดของ GameStop ให้ไปถึงระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อให้สอดคล้องกับแพ็กเกจค่าตอบแทนพิเศษของเขา นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนชื่อดังอย่าง Michael Burry (จาก The Big Short) ที่เพิ่งเข้าสะสมหุ้น GameStop เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในทิศทางใหม่ของบริษัทที่เน้นการซื้อกิจการในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความยั่งยืนและขยายตัวได้
การขยับตัวในครั้งนี้ส่งผลให้หุ้นของ eBay พุ่งสูงขึ้นกว่า 15% ในช่วงการซื้อขายหลังปิดตลาดวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นศักยภาพในการควบรวมกิจการที่เน้นกลุ่มสินค้าของสะสม (Collectibles) ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของทั้งสองบริษัท อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการบริหารจัดการหนี้สินที่จะเกิดขึ้นหากการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ประสบความสำเร็จ
ที่มา: Wall Street Journal