Google ร่วมมือกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (UC San Diego) ผุดไอเดียรักษ์โลกด้วยการนำสมาร์ตโฟนที่ตกรุ่นแล้วมาดัดแปลงเป็นเซิร์ฟเวอร์สำหรับประมวลผลข้อมูล โปรเจกต์นี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ใหม่ โดยใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของมือถือเก่าที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
โดยปกติแล้วผู้ใช้งานมักจะเปลี่ยนมือถือใหม่ทุกๆ 4 ปี แต่น้อยคนจะทราบว่าชิปประมวลผลภายในนั้นยังมีประสิทธิภาพสูงมาก สมาร์ตโฟนหลายรุ่นมีขีดความสามารถแบบ Single-threaded เทียบเท่าหรือดีกว่าเซิร์ฟเวอร์ระดับองค์กรเสียด้วยซ้ำ ทีมวิจัยจึงมองเห็นโอกาสที่จะนำชิ้นส่วนเหล่านี้มาต่อยอดเป็นระบบ “Phone Cluster Computing” แทนที่จะปล่อยทิ้งให้กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์
แต่การจะนำสมาร์ตโฟนมาใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ข้อมูลโดยตรงนั้นไม่สามารถทำได้จริง ทั้งในเรื่องของพื้นที่และข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ทีมงานจึงต้องผ่านกระบวนการดัดแปลงที่สำคัญดังนี้
- คัดแยกเฉพาะเมนบอร์ด: ถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นอย่างหน้าจอ กล้อง และแบตเตอรี่ออก เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอันตราย โดยจะนำเฉพาะส่วนเมนบอร์ดมาใช้งาน เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์สูงถึง 50% ในกระบวนการผลิต
- เปลี่ยนระบบปฏิบัติการ: ล้างระบบปฏิบัติการ Android เดิมออกแล้วแทนที่ด้วย Linux distro แบบทั่วไป เพื่อปิดระบบจำกัดการใช้หน่วยความจำบนมือถือ และเปิดทางให้สามารถประมวลผลการทำงานระดับคลาวด์ได้อย่างเต็มที่
- เชื่อมต่อเป็นคลัสเตอร์: นำเมนบอร์ดสมาร์ตโฟน 25-50 เครื่องมาเชื่อมต่อกันเป็นกลุ่ม และใช้ Kubernetes ในการบริหารจัดการระบบประมวลผล ซึ่งเมื่อรวมพลังกันแล้วจะได้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเซิร์ฟเวอร์สมัยใหม่ 1 เครื่อง
สำหรับแผนการนำไปใช้งานจริง ทางมหาวิทยาลัยเตรียมนำสมาร์ตโฟน Pixel จำนวน 2,000 เครื่อง มาสร้างเป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งต้นทุนต่ำแก่นักศึกษาและนักวิจัย ผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่าการใช้สมาร์ตโฟนเพียง 20 เครื่องก็สามารถรองรับการส่งงานโปรแกรมมิ่งของนักศึกษากว่า 75 คนได้สบายๆ โดยมีความหน่วงเวลา (Latency) ต่ำกว่าการใช้บริการเซิร์ฟเวอร์มาตรฐานจาก AWS เสียอีก
หากโปรเจกต์นี้เปิดใช้งานเต็มรูปแบบได้ตามกำหนดการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 ระบบเซิร์ฟเวอร์จากสมาร์ตโฟน 2,000 เครื่องนี้จะสามารถรองรับคลาสเรียนได้ถึง 100 คลาสพร้อมกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนแล้ว ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่าฮาร์ดแวร์ระดับผู้บริโภคทั่วไปสามารถทนทานต่อการใช้งานหนักอย่างต่อเนื่องได้ดีเพียงใด
ที่มา: Google Research Blog