มารู้จัก การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย หรือ Multi-Factor Authentication – MFA
ในยุคดิจิทัลที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการใช้งานระบบออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลและระบบกลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้น การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication – MFA) เป็นหนึ่งในวิธีการที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในการเพิ่มความปลอดภัยของระบบ และตอนี้การเข้าสู่ระบบในบัญชีต่างๆเริ่มมีการใช้งานรูปแบบการเข้าสู่ระบบแบบนี้มากขึ้น บทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่า MFA คืออะไร มีการใช้งานอย่างไรในการเข้าสู่ระบบ และทำไมมันถึงปลอดภัย

MFA คืออะไร?
การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication – MFA) เป็นกระบวนการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานโดยต้องใช้ปัจจัยการยืนยันมากกว่าหนึ่งประเภทในการเข้าถึงระบบหรือข้อมูล ปัจจัยเหล่านี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก
- สิ่งที่คุณรู้ (Knowledge Factor): เช่น รหัสผ่าน, PIN, คำถามความปลอดภัย
- สิ่งที่คุณมี (Possession Factor): เช่น สมาร์ทโฟน, อุปกรณ์ Token, บัตร Smart Card
- สิ่งที่คุณเป็น (Inherence Factor): เช่น ลายนิ้วมือ, การจดจำใบหน้า, การสแกนม่านตา
การใช้ MFA หมายความว่าผู้ใช้งานต้องยืนยันตัวตนผ่านปัจจัยอย่างน้อยสองประเภทจากที่กล่าวมา เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบ
การใช้งาน MFA ในการเข้าสู่ระบบ
ขั้นตอนการใช้งานทั่วไป
- การป้อนรหัสผ่าน (สิ่งที่คุณรู้): ผู้ใช้งานเริ่มต้นด้วยการป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านตามปกติ
- การยืนยันเพิ่มเติม (สิ่งที่คุณมีหรือสิ่งที่คุณเป็น): หลังจากผ่านขั้นตอนแรก ระบบจะร้องขอการยืนยันเพิ่มเติม เช่น
- การป้อนรหัส OTP (One-Time Password): ส่งไปยังสมาร์ทโฟนหรืออีเมลของผู้ใช้
- การยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน Authenticator: เช่น Google Authenticator, Microsoft Authenticator
- การสแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า: ผ่านอุปกรณ์ที่รองรับ
ตัวอย่างการใช้งานการใช้งาน MFA ที่คุณอาจจะเคยใช้
- ธนาคารออนไลน์: เมื่อเข้าสู่ระบบธนาคารออนไลน์ ผู้ใช้อาจต้องป้อนรหัสผ่านและยืนยันรหัส OTP ที่ส่งไปยังโทรศัพท์มือถือ
- แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย: เช่น Facebook หรือ Google ให้บริการ MFA เพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยใช้การยืนยันผ่านแอปพลิเคชันหรือข้อความ SMS
- ระบบองค์กร: ในองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยสูง ผู้ใช้อาจต้องใช้บัตร Smart Card ร่วมกับการสแกนลายนิ้วมือ
ทำไม MFA ถึงปลอดภัย และทำไมถึงควรใช้
1. ลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่เกี่ยวกับรหัสผ่าน
- การขโมยรหัสผ่าน: ผู้โจมตีอาจสามารถขโมยรหัสผ่านผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น Phishing, Keylogging
- MFA เพิ่มชั้นความปลอดภัย: แม้ว่ารหัสผ่านจะถูกขโมย ผู้โจมตียังต้องมีปัจจัยการยืนยันเพิ่มเติม เช่น รหัส OTP หรืออุปกรณ์ยืนยันตัวตน
2. ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การโจมตีแบบ Brute Force: การลองรหัสผ่านหลาย ๆ ครั้งเพื่อหาความถูกต้อง MFA ช่วยลดโอกาสที่การโจมตีเหล่านี้จะสำเร็จ
- การป้องกันบัญชีผู้ใช้: หากมีความพยายามเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบบสามารถแจ้งเตือนผู้ใช้ผ่านปัจจัยการยืนยันเพิ่มเติม
3. เพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูล
- ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสำคัญ: MFA ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าข้อมูลของพวกเขาปลอดภัย
- สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย: หลายองค์กรต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานที่กำหนดให้ใช้ MFA เช่น GDPR, PCI DSS
ข้อเสียหรือสิ่งที่ควรระวังเมื่อใช้งาน MFA
การพึ่งพาอุปกรณ์
- การสูญหายหรือเสียหายของอุปกรณ์: หากผู้ใช้สูญเสียโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ยืนยันตัวตน อาจทำให้ไม่สามารถเข้าถึงระบบได้
- การแก้ไขปัญหา: องค์กรควรมีขั้นตอนสำหรับการกู้คืนการเข้าถึงในกรณีที่อุปกรณ์สูญหาย
ความเป็นส่วนตัว
- ข้อมูลชีวมิติ: การใช้ปัจจัยเช่นลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้า อาจสร้างความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว
- การปกป้องข้อมูล: องค์กรควรมั่นใจว่าข้อมูลชีวมิติถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎหมาย
ค่าใช้จ่ายและการนำไปใช้
- การลงทุนในเทคโนโลยี: การนำ MFA มาใช้ในองค์กรอาจต้องมีการลงทุนในอุปกรณ์และซอฟต์แวร์
- การฝึกอบรม: จำเป็นต้องฝึกอบรมผู้ใช้ในการใช้งาน MFA อย่างถูกต้อง
การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบและข้อมูล โดยการรวมปัจจัยการยืนยันหลายประเภทเข้าด้วยกัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีและการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าจะมีสิ่งที่ควรระวังหรือข้อจำกัดบางประการ แต่ประโยชน์ที่ได้รับจาก MFA นั้นมีมากมาย ทั้งในด้านความปลอดภัยและความมั่นใจของผู้ใช้งาน ด้วยการป้องกันที่ดีเหล่านี้ การเข้าสู่ระบบของบริการใหญ่ๆ จึงเริ่มมีการบังคับการใช้งานการเข้าสู่ระบบในรูปแบบ MFA กันมากขึ้นแล้วนั้นเอง
Leave a Reply