รายงานล่าสุดจาก The Wall Street Journal (WSJ) และสำนักวิจัยตลาดไอทีชั้นนำ ระบุว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเผชิญกับภาวะ “ความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานครั้งประวัติศาสตร์” ในตลาดหน่วยความจำ (Memory Chips) โดยคาดการณ์ว่าในปี 2026 ศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลกจะบริโภคชิปหน่วยความจำสูงถึง 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลน RAM ในตลาดผู้บริโภคทั่วไปอย่างรุนแรง
สาเหตุหลักของวิกฤตและผลกระทบที่เกิดขึ้น
- การจัดลำดับความสำคัญของบริษัทผู้ผลิต: ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron ได้ปรับสายการผลิตไปเน้น High Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นชิปความเร็วสูงสำหรับประมวลผล AI เนื่องจากให้กำไรที่สูงกว่ามาก โดยการผลิต HBM 1 ชิ้น ต้องใช้ทรัพยากรแผ่นเวเฟอร์เทียบเท่ากับการผลิต RAM ปกติถึง 3 ชิ้น
- ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว: ราคาขายส่งของชิป DRAM และ NAND Flash เพิ่มขึ้นมากกว่า 50-60% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 และในบางกรณีราคาไดรฟ์ NVMe พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% เนื่องจากการแย่งชิงทรัพยากรการผลิตที่จำกัด
- สเปกสินค้าอาจถูกลดลง: นักวิเคราะห์จาก IDC เตือนว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและพีซีอาจต้องลดสเปก RAM ลงเพื่อรักษาเพดานราคาเดิม เช่น สมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่เคยมี RAM 8GB อาจลดลงเหลือ 6GB หรือแม้แต่รุ่นเรือธงที่เคยวางแผนจะอัปเกรดเป็น 16GB ก็อาจต้องชะลอออกไป
แม้บริษัทผู้ผลิตชิปจะมีการทุ่มเงินลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เช่น โรงงาน ID1 ของ Micron ในสหรัฐฯ แต่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานหลายปี โดยคาดว่ากำลังการผลิตใหม่ส่วนใหญ่จะเริ่มใช้งานได้จริงในช่วงกลางปี 2027 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าภาวะขาดแคลนและราคาที่สูงลิ่วนี้จะลากยาวไปตลอดปี 2026
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้บริโภคที่มีแผนจะอัปเกรดอุปกรณ์ไอทีหรือประกอบคอมพิวเตอร์ใหม่ รีบตัดสินใจก่อนที่สต็อกสินค้าเดิมจะหมดลง และราคาขายปลีกจะขยับขึ้นตามราคาต้นทุนการผลิตระลอกใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในตลาดช่วงครึ่งปีหลัง
ที่มา: The Wall Street Journal