สรุปสเปก AirTag 2 มาพร้อมลำโพงที่ดังขึ้น 50% และฟีเจอร์แชร์ตำแหน่งร่วมกับสายการบิน
Apple ประกาศเปิดตัว AirTag รุ่นที่ 2 (2nd Generation) อย่างเป็นทางการ โดยเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพภายในเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุมมากขึ้น แม้ดีไซน์ภายนอกจะยังคงรูปแบบเดิมเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับพวงกุญแจและอุปกรณ์เสริมเดิมได้ แต่มีการอัปเกรดเทคโนโลยีการระบุตำแหน่งและระบบเสียงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน

คุณสมบัติใหม่และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
- ชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2: การเปลี่ยนมาใช้ชิปตัวใหม่ช่วยเพิ่มระยะการทำงานของฟีเจอร์ Precision Finding ให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าเดิมถึง 50% ทำให้การค้นหาสิ่งของในอาคารหรือพื้นที่กว้างทำได้ง่ายขึ้น
- ระบบเสียงใหม่: ปรับปรุงลำโพงภายในให้มีระดับความดังเพิ่มขึ้น 50% ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระยะที่ไกลขึ้น หรือในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนดัง
- Precision Finding บน Apple Watch: รองรับการค้นหาตำแหน่งที่แม่นยำผ่านหน้าจอ Apple Watch Series 9 และ Ultra 2 ขึ้นไป ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเดินตามทิศทางเพื่อหาสิ่งของได้โดยตรงจากข้อมือ

- Find My Network ร่วมกับสายการบิน: รองรับระบบการแชร์ตำแหน่งสัมภาระให้แก่สายการบินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อความรวดเร็วในการติดตามกระเป๋าเดินทางที่สูญหายผ่านระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด
- การจัดการความเป็นส่วนตัว: พัฒนาระบบป้องกันการติดตามโดยไม่ได้รับอนุญาต (Anti-stalking) ให้มีความซับซ้อนและตรวจจับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


ความแตกต่างระหว่าง AirTag รุ่นที่ 1 (2021) กับ AirTag รุ่นที่ 2 (2026)

ข้อมูลการวางจำหน่าย
- แบตเตอรี่: ยังคงใช้ถ่านรุ่น CR2032 ซึ่งสามารถเปลี่ยนได้เอง และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 1 ปี
- มาตรฐานการกันน้ำ: มาพร้อมมาตรฐาน IP67 สามารถกันน้ำและฝุ่นได้ในระดับเดิม
- ราคา: เปิดตัวที่ราคา 990 บาท ต่อชิ้น และ 3,290 บาท สำหรับชุดแพ็ก 4 ชิ้น
- ความต้องการขั้นต่ำ: อุปกรณ์ต้องได้รับการอัปเดตเป็น iOS 26.2.1 หรือ iPadOS 26.2.1 เพื่อการใช้งานฟีเจอร์ใหม่ได้อย่างครบถ้วน

ที่มา: Apple Newsroom
Leave a Reply