Meta เตรียมขยายธุรกิจ AI ระดับองค์กรมุ่งเสนอขาย API และพลังประมวลผลเพื่อสร้างรายได้ใหม่
Meta ประกาศแผนขยายธุรกิจ AI ระดับองค์กรให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม หลังเปิดตัว AI Agent (ระบบปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วย) สำหรับธุรกิจเมื่อเดือนมิถุนายน Mark Zuckerberg CEO ของ Meta ระบุในการแถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ว่าโอกาสทางธุรกิจนี้กว้างใหญ่มาก แผนการดำเนินงานรวมถึงการขาย API (ช่องทางการเชื่อมต่อระบบ) ระบบผู้ช่วยสำหรับธุรกิจ และการขายพลังประมวลผลให้กับลูกค้ารายใหญ่ ทิศทางนี้มุ่งหวังสร้างแหล่งรายได้ใหม่นอกเหนือจากค่าโฆษณาและระบบสมัครสมาชิก
เป้าหมายแรกเริ่มคือการให้บริการกลุ่มลูกค้าผู้ลงโฆษณาเดิม Meta นำเสนอระบบผู้ช่วย AI สำหรับใช้งานบนแอปพลิเคชันรับส่งข้อความเพื่อโต้ตอบกับลูกค้า Meta จะรับส่วนแบ่งรายได้เมื่อระบบสร้างผลักดันยอดขายหรือสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับธุรกิจเหล่านั้น Mark Zuckerberg มองว่านี่คือการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจขนาดเล็กหลายร้อยล้านรายบนแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว
Meta วางแผนนำเครื่องมือภายในองค์กรออกมาให้บริการแก่ลูกค้าภายนอก เครื่องมือเหล่านี้รวมถึงระบบเขียนโค้ดและเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เครื่องมือเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานเองภายในองค์กร เมื่อระบบมีความสมบูรณ์ Meta จึงเห็นโอกาสในการนำไปต่อยอดให้บริการแก่ธุรกิจทุกขนาด แม้ Mark Zuckerberg ยอมรับว่าการทำตลาดระดับองค์กรเป็นทักษะใหม่และ Meta ต้องเร่งปรับตัว
ประเด็นการขายพลังประมวลผล Meta มีโอกาสขายพลังประมวลผลในราคาสูงกว่าต้นทุน แต่ Mark Zuckerberg เตือนนักลงทุนว่าการนำพลังประมวลผลทั้งหมดไปขายเพื่อทำกำไรระยะสั้นไม่ใช่แนวทางที่สมควร Meta ต้องรักษาสมดุลโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับแผนระยะยาว เช่น การพัฒนา Personal superintelligence (ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะส่วนบุคคล) และแว่นตาอัจฉริยะ เทคโนโลยี Agentic AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตัดสินใจและทำงานอัตโนมัติ) จะเป็นหัวใจสำคัญสำหรับนำมาใช้งานทั้งระดับธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไป
Meta นำเทคโนโลยี Large language models (โมเดลภาษาขนาดใหญ่) มาใช้สร้างแอปพลิเคชันโซเชียลใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันสำหรับผู้ขายบน Marketplace (พื้นที่ซื้อขายสินค้า) ฟีเจอร์สำหรับกลุ่มสนทนา และระบบเกม เทคโนโลยีนี้ลดความซับซ้อนในการพัฒนาซอฟต์แวร์ Meta วางแผนใช้ระบบแนะนำเนื้อหามาช่วยขยายฐานผู้ใช้งานให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต
ที่มา: TechCrunch
Leave a Reply