Tom Shaw ในฐานะ Developer และครีเอเตอร์ สัมภาษณ์ Santosh Janardhan หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานของ Meta เกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอนาคตของ AI การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนจากการเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกมาเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สามารถชี้ชะตาธุรกิจ
Meta ไม่เพียงเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์แต่ยังเป็นผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผู้ใช้งาน 4 พันล้านคนทั่วโลก ศูนย์ข้อมูลในปัจจุบันเปรียบเสมือนโรงงานในยุคอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ผลิตออกมาคือสติปัญญาดิจิทัล การสร้าง AI ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย พลังประมวลผล ข้อมูล บุคลากรนักวิจัย และเงินทุนที่แข็งแกร่ง Meta วางแผนใช้จ่ายงบประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพื่อรองรับการทำงานนี้
จุดเด่นของ Meta คือการรวมศูนย์การทำงานแบบแนวดิ่ง (Vertical Integration) เริ่มตั้งแต่การออกแบบศูนย์ข้อมูล ฮาร์ดแวร์ ชิป ซอฟต์แวร์ และโมเดล AI ของตัวเอง การออกแบบชิปเฉพาะทางช่วยให้ปรับแต่งระบบระบายความร้อนและการจัดวางเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ข้อมูลอย่างอิสระ นอกจากนี้ Meta ยังใช้แนวทางการจัดหาชิปแบบพอร์ตโฟลิโอร่วมกับ Nvidia, AMD และ ARM เพื่อลดความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทาน
การใช้พลังงานเป็นความท้าทายหลักของศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ Meta ต้องใช้พลังงานระดับกิกะวัตต์ (เทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าของเมืองซานฟรานซิสโก) นโยบายหลักคือการเพิ่มพลังงานเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid) Meta กลายเป็นผู้ซื้อพลังงานนิวเคลียร์ที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมทำสัญญาซื้อไฟฟ้า 6.5 กิกะวัตต์จนถึงปี 2035 เพื่อรับพลังงานสะอาดที่ปราศจากการปล่อยคาร์บอน
ทิศทางของศูนย์ข้อมูลในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาระดับกิกะวัตต์ที่รวมศูนย์สำหรับฝึกสอน โมเดล AI และศูนย์ข้อมูลประมวลผลผลลัพธ์ (Inference) ที่กระจายตัวอยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้นเพื่อลดความหน่วงเวลา รองรับการทำงานของอุปกรณ์อย่างแว่นตาอัจฉริยะที่ต้องการการตอบสนองทันที
ที่มา: Meta