ความหมายของ ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average – DJIA)
ทำไมเราจึงได้ยินคำว่า ‘ดัชนีดาวโจนส์’ อยู่บ่อยๆ ในข่าวเศรษฐกิจ? หากคุณติดตามข่าวการเงินและเศรษฐกิจ หรือเคยเห็นพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์และรายการข่าวต่างๆ คำว่า “ดัชนีดาวโจนส์” อาจเป็นสิ่งที่คุ้นหู ดัชนีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่ขึ้นหรือลงในแต่ละวันเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญในการบอกถึงสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการเติบโตของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เทคโนโลยี การเงิน พลังงาน และสุขภาพ การทำความเข้าใจดัชนีดาวโจนส์จึงไม่เพียงช่วยให้เราเห็นภาพรวมของตลาดหุ้นอเมริกาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เรามองเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน
ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average – DJIA) คืออะไร?
ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average หรือ DJIA) คือหนึ่งในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของโลก และมักเป็นดัชนีที่นักลงทุน นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชนอ้างอิงถึงบ่อยครั้ง เนื่องจากดัชนีนี้แสดงถึงสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและการเคลื่อนไหวของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับโลก
ดัชนีนี้ถูกคิดค้นโดย Charles Dow ผู้ก่อตั้งบริษัท Dow Jones & Company และ Edward Jones นักวิเคราะห์และสถิติชื่อดัง ในปี 1896 โดยวัตถุประสงค์คือเพื่อให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในอเมริกา และสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ
โครงสร้างและการคำนวณ
ดัชนีดาวโจนส์เป็นดัชนีที่ใช้วิธีการคำนวณแบบ Price-Weighted Index ซึ่งหมายความว่ามูลค่าดัชนีจะคำนวณโดยให้ความสำคัญกับราคาหุ้นของบริษัทที่อยู่ในดัชนี โดยหุ้นที่มีราคาสูงกว่าจะมีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นที่มีราคาต่ำ การคำนวณนี้แตกต่างจากดัชนีที่ใช้วิธีการคำนวณแบบ Market-Cap Weighted ซึ่งมูลค่าของบริษัทจะขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดหุ้นของบริษัทนั้นๆ มากกว่าราคาหุ้นที่แท้จริง
บริษัทที่อยู่ในดัชนีดาวโจนส์
ดัชนีดาวโจนส์ประกอบด้วยบริษัทจำนวน 30 แห่ง ที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจอเมริกาและครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยี การเงิน พลังงาน สุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยจะมีการปรับเปลี่ยนบริษัทที่อยู่ในดัชนีอยู่เป็นระยะ เพื่อให้ดัชนีสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน
รายชื่อบริษัทที่อยู่ในดัชนีดาวโจนส์ ณ วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 มีดังนี้
- 3M Company (MMM)
- American Express Company (AXP)
- Amgen Inc. (AMGN)
- Apple Inc. (AAPL)
- Boeing Company (BA)
- Caterpillar Inc. (CAT)
- Chevron Corporation (CVX)
- Cisco Systems, Inc. (CSCO)
- The Coca-Cola Company (KO)
- Dow Inc. (DOW)
- Goldman Sachs Group, Inc. (GS)
- The Home Depot, Inc. (HD)
- Honeywell International Inc. (HON)
- International Business Machines Corporation (IBM)
- Intel Corporation (INTC)
- Johnson & Johnson (JNJ)
- JPMorgan Chase & Co. (JPM)
- McDonald’s Corporation (MCD)
- Merck & Co., Inc. (MRK)
- Microsoft Corporation (MSFT)
- Nike, Inc. (NKE)
- Procter & Gamble Company (PG)
- Salesforce, Inc. (CRM)
- The Travelers Companies, Inc. (TRV)
- UnitedHealth Group Incorporated (UNH)
- Verizon Communications Inc. (VZ)
- Visa Inc. (V)
- Walgreens Boots Alliance, Inc. (WBA)
- Walmart Inc. (WMT)
- The Walt Disney Company (DIS)
บริษัทเหล่านี้ถูกคัดเลือกเพื่อเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมต่างๆ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงรายชื่อบริษัทในดัชนีดาวโจนส์เกิดขึ้นเป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มของตลาด
การเปลี่ยนแปลงรายชื่อบริษัท
ดัชนีดาวโจนส์มีการปรับเปลี่ยนบริษัทอยู่เป็นระยะเพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในสภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มธุรกิจ เช่น ในปีที่ผ่านมา ดัชนีได้มีการเพิ่มบริษัทอย่าง Salesforce และ Amgen ซึ่งเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสุขภาพตามลำดับ เพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนั้น บริษัทเช่น ExxonMobil ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานก็ได้ถูกถอดออกจากดัชนี เพื่อลดการเน้นในอุตสาหกรรมพลังงานและเพิ่มบทบาทของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแทน
ล่าสุดมีข่าวว่า NVIDIA ถูกเลือกแทนที่ Intel ในการคำนวณ
ความสำคัญของดัชนีดาวโจนส์
ดัชนีดาวโจนส์ถือเป็นสัญญาณของสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อดัชนีนี้ปรับตัวสูงขึ้น บ่อยครั้งจะสะท้อนถึงความมั่นใจในเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และในทางกลับกัน หากดัชนีปรับตัวลดลงมักจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ดัชนีดาวโจนส์ยังเป็นเครื่องมือที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ในการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของตลาด โดยเปรียบเทียบกับดัชนีอื่นๆ เช่น ดัชนี NASDAQ ที่เน้นไปทางบริษัทเทคโนโลยี หรือ ดัชนี S&P 500 ที่ครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งในสหรัฐ ซึ่งทำให้ดัชนีเหล่านี้เสริมสร้างความเข้าใจในภาพรวมของตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดี
การดูตัวเลข (จุด) และการรายงาน
ดัชนีดาวโจนส์ (DJIA) ถูกนำเสนอในรูปแบบของตัวเลขที่เพิ่มหรือลดในแต่ละวัน โดยตัวเลขนี้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานโดยรวมของ 30 บริษัทที่อยู่ในดัชนี ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงมีความหมายดังนี้
- ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น – หมายถึงราคาหุ้นรวมของบริษัททั้ง 30 แห่งในดัชนีมีการปรับตัวขึ้น เป็นสัญญาณว่าตลาดโดยรวมมีความมั่นใจ หรือมองเห็นแนวโน้มการเติบโตในเชิงบวก ซึ่งมักเกิดจากข่าวดีในภาคเศรษฐกิจ เช่น รายงานการจ้างงานที่สูงขึ้น หรือรายได้ของบริษัทที่ดีขึ้น
- ตัวเลขที่ลดลง – หมายถึงราคาหุ้นของบริษัทในดัชนีปรับตัวลดลง เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่มั่นคงหรือความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ มักเกิดจากข่าวไม่ดี เช่น การลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง หรือปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อธุรกิจ
การรายงานและการติดตาม
ดัชนีดาวโจนส์จะมีการรายงานในหน่วย “จุด” โดยที่จุดนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงรวมของราคาหุ้นจากบริษัททั้ง 30 แห่งในดัชนี ตัวอย่างเช่น หากดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 200 จุด แสดงว่ามูลค่าหุ้นรวมในดัชนีปรับขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับวันก่อนหน้า
การอ่านค่าและการตีความตัวเลข
ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงในดัชนีดาวโจนส์ไม่เพียงบอกถึงการเคลื่อนไหวของตลาดเท่านั้น แต่ยังสามารถบ่งบอกถึงแนวโน้มและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในเศรษฐกิจ โดย:
- การเปลี่ยนแปลงแบบรายวัน ช่วยให้นักลงทุนเห็นการตอบสนองของตลาดต่อเหตุการณ์หรือข่าวที่เกิดขึ้นในระยะสั้น
- การเปลี่ยนแปลงระยะยาว เช่น การดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี จะช่วยให้เห็นภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ยาวขึ้น ซึ่งมีประโยชน์ในการวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนการลงทุน
ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average หรือ DJIA) ไม่มีค่าที่แน่นอน เนื่องจากมูลค่าของดัชนีนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสภาพเศรษฐกิจและการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม การพิจารณาค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาที่ผ่านมาอาจช่วยให้เข้าใจแนวโน้มของดัชนีได้
- ปี 2020: ดัชนีดาวโจนส์เริ่มต้นปีที่ประมาณ 28,000 จุด และลดลงอย่างมากในเดือนมีนาคมเนื่องจากการระบาดของ COVID-19 แต่ฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ประมาณ 30,000 จุดในช่วงสิ้นปี
- ปี 2021: ดัชนีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทะลุ 35,000 จุดในเดือนกรกฎาคม และปิดปีที่ประมาณ 36,000 จุด
- ปี 2022: ดัชนีเผชิญกับความผันผวนเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง แต่ยังคงอยู่ในช่วง 32,000-34,000 จุด
- ปี 2023: ดัชนีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยทะลุ 40,000 จุดในช่วงกลางปี
ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2024 ดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ประมาณ 42,141.54 จุด
การติดตามดัชนีดาวโจนส์เป็นสิ่งที่ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และบ่งบอกถึงทิศทางของเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น
Leave a Reply