ซัพพลายเชนของ Apple เตรียมรับภาระต้นทุนจากภาษีนำเข้าฉบับใหม่ของทรัมป์ ขยายผลกระทบหลายประเทศ รวมถึงเวียดนามและอินเดีย
Apple กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่จากนโยบายภาษีนำเข้าฉบับล่าสุดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและซัพพลายเชนระดับโลกของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และมาเลเซีย ที่จะต้องเผชิญภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 46%

นโยบายดังกล่าวประกาศระหว่างงานแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 2 เมษายน โดยทรัมป์ระบุว่าภาษีนำเข้าขั้นพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้าทุกประเภทที่เข้าสู่สหรัฐฯ จะเริ่มมีผลในวันที่ 5 เมษายนนี้ ขณะที่ “ภาษีตอบโต้” หรือ reciprocal tariff สำหรับบางประเทศที่สหรัฐฯ มองว่ามีการเก็บภาษีกับสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ ในอัตราสูง จะเริ่มใช้ในวันที่ 9 เมษายน
ในบรรดาประเทศที่ได้รับผลกระทบ เวียดนามถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดถึง 46% ขณะที่อินเดียอยู่ที่ 26% และมาเลเซียที่ 24% โดยประเทศอื่น ๆ ที่ไม่เคยถูกเก็บภาษีในลักษณะนี้มาก่อนก็จะถูกเก็บในอัตราขั้นต่ำอย่างน้อย 10% ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตมาตรการให้ครอบคลุมกว้างขึ้นกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ Apple ได้พยายามกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนเพื่อลดความเสี่ยงจากความตึงเครียดด้านการค้า แต่จากนโยบายล่าสุด ฐานการผลิตในประเทศอื่น ๆ เหล่านี้กลับถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเช่นกัน ส่งผลให้บริษัทอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า “เสียเปรียบทั้งสองทาง” โดยจีนซึ่งยังคงเป็นแหล่งผลิตหลัก ก็ยังเผชิญภาษีนำเข้าเช่นเดียวกัน โดยมีอัตรา 20% ตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มอีก 34% จากประกาศล่าสุด
แม้ Apple จะเคยประกาศแผนลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากนโยบายภาษีในรอบนี้ได้ โดยแหล่งข่าวจาก 9to5Mac รายงานว่าอาจมีข้อยกเว้นบางกรณีในอนาคต โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับบริษัท อย่างไรก็ตาม แนวโน้มทั่วไปยังคงเป็นไปในทิศทางที่ไม่เป็นผลดีต่อโครงสร้างต้นทุนและราคาสินค้าของ Apple ในตลาดสหรัฐฯ
มาตรการภาษีชุดใหม่นี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มต้นทุนด้านการผลิตและการจัดจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อราคาสินค้าปลายทางที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในอนาคต ซึ่งรวมถึง iPhone, iPad, MacBook และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ผลิตในภูมิภาคเอเชียที่กำลังถูกจัดเก็บภาษีในครั้งนี้
ที่มา – CNBC ผ่าน wccftech.com
Leave a Reply