Adobe Firefly รองรับการแก้ไขวิดีโอขั้นสูงและโมเดล AI จากพาร์ทเนอร์ภายนอก
Adobe เปิดตัว Firefly AI Assistant ระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (Creative Agent) ที่ทำงานผ่านอินเทอร์เฟซแบบสนทนา (Conversational Interface) โดยผู้ใช้สามารถสั่งการด้วยภาษาธรรมชาติเพื่อให้ AI ดำเนินการขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน (Multi-step workflows) ข้ามแอปพลิเคชันในตระกูล Creative Cloud เช่น Photoshop, Premiere, Lightroom, Express และ Illustrator ได้ภายในคำสั่งเดียว
ตัวช่วยอัจฉริยะนี้จะรับหน้าที่ในการเตรียมการและดำเนินการทางเทคนิค (Orchestration and Execution) ตามคำสั่งของผู้ใช้ นอกจากนี้ Adobe ยังมีแผนเชื่อมต่อกับโมเดล Claude จาก Anthropic เพื่อให้ผู้ใช้สามารถร่างแนวคิดโปรเจกต์และส่งต่องานไปยัง Adobe Firefly เพื่อดำเนินการในขั้นตอนการผลิตได้ทันที
สำหรับการอัปเกรดขีดความสามารถใหม่ใน Firefly Video Editor และการแก้ไขภาพ มีรายละเอียดทางเทคนิคดังนี้:
- การจัดการระบบเสียง: เพิ่มฟีเจอร์ Enhance Speech สำหรับตัดเสียงรบกวน (Noise) และเสียงก้อง (Reverb) พร้อมระบบปรับสมดุลเสียงพูดและเสียงบรรยากาศอัตโนมัติ
- เครื่องมือปรับแต่งสีวิดีโอ: เพิ่มแถบควบคุมค่า Exposure, Contrast, Saturation และ Temperature ภายในตัวแก้ไขวิดีโอ
- Precision Flow และ AI Markup: เพิ่มความแม่นยำในการระบุตำแหน่งแก้ไขภาพ โดยผู้ใช้สามารถใช้เครื่องมือวาดหรือระบุพื้นที่บนภาพเพื่อเพิ่มวัตถุ เปลี่ยนองค์ประกอบ หรือปรับแต่งแสงเฉพาะจุด
- คลังทรัพยากร: เชื่อมต่อกับ Adobe Stock โดยตรงเพื่อดึงข้อมูลวิดีโอ ภาพ และเสียงกว่า 800 ล้านรายการมาใช้งาน
ในส่วนของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Adobe Firefly ได้เพิ่มโมเดลวิดีโอ Kling 3.0 และ Kling 3.0 Omni เข้ามาใช้งานร่วมกับโมเดลเดิมอย่าง Nano Banana 2 และ Veo 3.1 จาก Google รวมถึงโมเดลจากผู้พัฒนารายอื่น เช่น Runway Gen-4.5, ElevenLabs Multilingual v2 และ Luma AI Ray3.14 เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่หลากหลาย
Firefly AI Assistant จะเปิดให้ใช้งานเวอร์ชัน Public Beta ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สำหรับฟีเจอร์การแก้ไขวิดีโอ การแก้ไขภาพ และการเข้าถึงโมเดลจากพาร์ทเนอร์ใหม่ จะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานที่มีแพ็กเกจ Firefly เข้าถึงได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ที่มา: Adobe
Leave a Reply