คำฟ้องศาลระบุ OpenAI ดึงตัวอดีตผู้บริหาร Apple และละเมิดข้อมูลลับของบริษัท
Apple ยื่นฟ้อง OpenAI ข้อหาขโมยความลับทางการค้าและละเมิดสัญญา คำฟ้องระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการจงใจขโมยข้อมูลจากอดีตพนักงาน Apple ภายใต้การสั่งการของทีมผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI รวมถึง Tang Tan ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Hardware Officer
คำฟ้องในศาลแขวงสหรัฐอเมริกากล่าวหา Tang Tan ว่านำชื่อรหัสโครงการลับของ Apple มาใช้ระหว่างกระบวนการสัมภาษณ์งานของ OpenAI นอกเหนือจากนั้นยังขอให้ผู้สมัครนำชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ของ Apple มาแสดง แนะนำวิธีหลบเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยให้พนักงานที่กำลังจะลาออก พร้อมทั้งเจาะจงสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดตัว ก่อนหน้านี้ Tang Tan ทำงานกับ Apple มานานถึง 24 ปี และเคยดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับ iPhone และ Apple Watch
ข้อกล่าวหานี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือว่า OpenAI กำลังพัฒนาฮาร์ดแวร์ชิ้นแรกเพื่อแข่งขันกับ iPhone ทางด้าน Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็นสมาร์ทโฟนที่พึ่งพาระบบ AI แทนแอปพลิเคชัน หากเป็นจริงสิ่งนี้จะกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่อธุรกิจฮาร์ดแวร์หลักของ Apple นอกเหนือจากนั้น OpenAI เพิ่งเข้าซื้อกิจการ io สตาร์ทอัพด้านอุปกรณ์ของ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple ด้วยมูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านฮาร์ดแวร์
อีกหนึ่งบุคคลที่ถูกระบุในคำฟ้องคือ Chang Liu ผู้ดำรงตำแหน่ง Senior Systems Electrical Engineer ของ Apple นาน 8 ปี ถูกกล่าวหาว่าไม่คืนแล็ปท็อปของ Apple หลังลาออกไปร่วมงานกับ OpenAI ในปี 2026 พร้อมทั้งนำคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นไปดาวน์โหลดเอกสารทางเทคนิคที่เป็นความลับ Chang Liu ยังถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลลับไปแชร์ให้พนักงาน Apple คนอื่นที่กำลังสมัครงานกับ OpenAI เอกสารที่ถูกขโมยไปครอบคลุมข้อมูลเทคโนโลยี ฟีเจอร์ และข้อกำหนดทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดตัว
Apple ส่งจดหมายร้องเรียนไปยัง OpenAI ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ การสืบสวนพบว่า OpenAI และพันธมิตรนำข้อมูลความลับของ Apple ไปใช้ในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ของตนเอง ตัวอย่างเช่นการนำเทคนิคการเคลือบผิวโลหะที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะไปใช้ Apple ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้าม OpenAI ใช้หรือเปิดเผยความลับทางการค้า บังคับให้คืนเอกสารลับทั้งหมด พร้อมทั้งเก็บรักษาหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ไว้
ที่มา: TechCrunch
Leave a Reply