แอปเปิลเผยรายได้ไตรมาสแรกทำสถิติใหม่ด้วยยอดขาย iPhone 17 พร้อมประกาศซื้อกิจการสตาร์ทอัพ AI มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์
Apple ได้ออกมาคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในไตรมาสเดือนมีนาคมว่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 16% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากความต้องการที่แข็งแกร่งของ iPhone 17 รวมถึงการฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดของยอดขายในตลาดจีนและการขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดอินเดีย โดยในไตรมาสแรกของปีงบประมาณซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา แอปเปิลสามารถทำรายได้รวมได้ถึง 143.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 138.48 พันล้านดอลลาร์

Tim Cook ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล ระบุว่าความต้องการสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดนั้นอยู่ในระดับที่ “น่าทึ่งมาก” (Staggering) โดยรายได้เฉพาะส่วนของ iPhone พุ่งสูงถึง 85.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสเดียว ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 78.65 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้แอปเปิลสามารถทำกำไรต่อหุ้น (EPS) ได้ที่ 2.84 ดอลลาร์ เหนือกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.67 ดอลลาร์ ขณะที่ฐานผู้ใช้งานอุปกรณ์ของแอปเปิล (Installed base) ทั่วโลกในปัจจุบันมีจำนวนสูงถึง 2.5 พันล้านเครื่องแล้ว
สำหรับข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกและทิศทางในอนาคตของบริษัท มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:
- ตลาดจีนและอินเดีย: ยอดขายในภูมิภาค Greater China พุ่งสูงขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยทำรายได้ไป 25.53 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 21.32 พันล้านดอลลาร์อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีจำนวนผู้ใช้งานที่เปลี่ยนจากระบบ Android มาเป็น iPhone เพิ่มขึ้นในระดับเลขสองหลัก
- กลยุทธ์ด้าน AI: แอปเปิลได้เข้าซื้อกิจการ Q.ai ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้าน AI ที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์คำพูด อารมณ์ และอัตราการเต้นของหัวใจผ่านการแสดงออกทางสีหน้า ด้วยมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของบริษัท นอกจากนี้ยังมีการประกาศความร่วมมือกับ Google เพื่อนำโมเดล Gemini มาพัฒนาประสิทธิภาพของ Siri ให้ดียิ่งขึ้น
- ข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน: บริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนโปรเซสเซอร์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิต iPhone โดย Tim Cook ยอมรับว่าขณะนี้ยากที่จะคาดการณ์ว่าอุปสงค์และอุปทานจะกลับมาสมดุลกันเมื่อใด เนื่องจากซัพพลายเชนมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าปกติ
- วิกฤตชิปหน่วยความจำ: ราคาชิปหน่วยความจำ (DRAM) ในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากการที่ผู้ผลิตอย่าง Samsung และ SK Hynix หันไปให้ความสำคัญกับชิปสำหรับ AI อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในไตรมาสที่สอง ซึ่งแอปเปิลคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 48% ถึง 49%
- กลุ่มผลิตภัณฑ์สวมใส่: ยอดขายในกลุ่ม Wearables, Home and Accessories อยู่ที่ 11.49 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 12.04 พันล้านดอลลาร์ โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาการผลิต AirPods Pro 3 ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่สูงเกินคาด
ในด้านรายจ่ายฝ่ายปฏิบัติการ แอปเปิลคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.84 หมื่นล้านถึง 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสถัดไป ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก eMarketer มองว่าท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อการจับจ่ายของผู้บริโภคและการขาดแคลนชิปหน่วยความจำ แรงส่งจากกลุ่มธุรกิจบริการที่มีอัตรากำไรสูง (High-margin services) จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งขึ้นในการรักษาผลประกอบการของบริษัทในอนาคต
ที่มา: Reuters
Leave a Reply